การเผชิญกับโรคที่รักษาไม่หายนั้นเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับทั้งตัวผู้ป่วยเองและครอบครัว นอกเหนือจากความเจ็บป่วยทางกายแล้ว ยังส่งผลต่อสภาวะทางใจของผู้ป่วยและครอบครัวเป็นอย่างมาก การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) เป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในสังคมปัจจุบันดังนั้นการดูแลแบบประคับประคอง จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวให้สามารถใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างมีคุณภาพมากที่สุด
Palliative care คืออะไร?
การดูแลแบบประคับประคอง เป็นการดูแลผู้ป่วยโรคร้ายแรงที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการรักษาจะมุ่งเน้นที่การบรรเทาอาการต่างๆ โดยเมื่อพูดถึงการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายนั้นคนทั่วไปอาจคิดว่าผู้ป่วย หมดหวัง ใกล้เสียชีวิต ไม่สามารถรับการดูแล หรือการรักษาใด ๆ ได้อีก แต่ที่จริงแล้วเราสามารถช่วยบรรเทา อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ถึงแม้ว่าไม่อาจกำจัดตัวโรคให้หายไปได้ด้วยการดูแลแบบประคับประคองแต่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทีมผู้ดูแลแบบประคับประคองจะประกอบไปด้วยแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และนักกิจกรรมบำบัด ซึ่งจะทำงานร่วมกันเพื่อประเมินและจัดการอาการต่างๆ ของผู้ป่วย
การรักษาแบบPalliative care ควรเริ่มตั้งแต่ตอนไหน?
ในอดีต มักมีความเข้าใจผิดว่าการดูแลแบบPalliative careเหมาะสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้เปลี่ยนแปลงไป องค์การอนามัยโลกอย่าง (WHO) แนะนำให้เริ่มการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่เนิ่นๆ ควบคู่ไปกับการรักษาหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย
การเริ่มต้นแต่เนิ่นๆ ยังช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีเวลาปรับตัวและเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ช่วยในการวางแผนการดูแลระยะยาว ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสแสดงความต้องการและความปรารถนาของตนเองเกี่ยวกับการรักษาในอนาคต
ทำความเข้าใจอาการของผู้ป่วยที่ใกล้เสียชีวิตและการดูแลเบื้องต้น
1. การเปลี่ยนแปลงด้านการหายใจ หายใจไม่สม่ำเสมอ มีช่วงหยุดหายใจ หายใจเสียงดัง หรือหายใจลำบาก การดูแล:
- จัดท่านอนให้ศีรษะสูง ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น
- ใช้พัดลมเป่าเบาๆ เพื่อให้รู้สึกโล่ง
- ให้ออกซิเจนตามคำสั่งแพทย์
- ไม่ควรใช้เครื่องดูดเสมหะบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้ไม่สุขสบาย
2. การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง ผิวเย็น ซีด หรือคล้ำ โดยเฉพาะบริเวณมือและเท้า การดูแล:
- ห่มผ้าให้อบอุ่น แต่ไม่ร้อนเกินไป
- ทาโลชั่นเพื่อความชุ่มชื้น
- พลิกตะแคงตัวบ่อยๆ เพื่อป้องกันแผลกดทับ
3. การรับประทานอาหารและน้ำลดลง เบื่ออาหาร ไม่อยากดื่มน้ำ กลืนลำบาก การดูแล:
- ไม่ควรบังคับให้กินหรือดื่ม
- ให้อาหารอ่อนหรือเหลวตามความต้องการ
- ดูแลความสะอาดในช่องปาก ใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำเช็ดริมฝีปากและภายในปาก
4. การเปลี่ยนแปลงด้านการขับถ่าย ปัสสาวะน้อยลง สีเข้มขึ้น อาจมีอาการท้องผูก การดูแล:
- ใช้ผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่หากจำเป็น
- ทำความสะอาดบริเวณที่เปียกชื้นทันที
- ปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยาระบาย หากมีอาการท้องผูก
5. อาการสับสนหรือกระสับกระส่าย พูดจาสับสน ไม่รู้เวลา สถานที่ หรือบุคคล อาจมีอาการหงุดหงิด การดูแล:
- พูดคุยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ให้ความมั่นใจ
- จัดสภาพแวดล้อมให้สงบ ลดเสียงรบกวน
- อยู่เป็นเพื่อน จับมือ หรือสัมผัสเบาๆ เพื่อให้รู้สึกปลอดภัย
6. อาการง่วงซึมมากขึ้น นอนหลับนานขึ้น ตื่นยาก ตอบสนองน้อยลง การดูแล:
- ให้พักผ่อนตามต้องการ ไม่ปลุกโดยไม่จำเป็น
- พูดคุยกับผู้ป่วยถึงแม้จะดูเหมือนหลับ เพราะการได้ยินเป็นประสาทสัมผัสสุดท้ายที่ยังทำงาน
- จัดท่านอนให้สบาย ใช้หมอนรองตามจุดต่างๆ
7. อาการปวด แสดงสีหน้าเจ็บปวด ร้องครวญคราง กระสับกระส่าย การดูแล:
- ให้ยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง อย่างสม่ำเสมอ
- จัดท่าทางให้สบาย ใช้หมอนรองตามจุดต่างๆ
- ใช้เทคนิคผ่อนคลาย เช่น การนวดเบาๆ หรือเปิดเพลงที่ชื่นชอบ
8. การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ อาจแสดงความกังวลเกี่ยวกับความตาย หรือต้องการพูดคุยเรื่องชีวิตที่ผ่านมา การดูแล:
- รับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน
- เคารพความเชื่อและความต้องการทางจิตวิญญาณของผู้ป่วย
- อำนวยความสะดวกในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อ
